การละเล่นงูกินหางเป็นการละเล่นของเด็กไทยที่มีมาแต่โบราณและเด็กๆในสมัยนั้นนิยมกันเล่นเพราะได้เล่นพร้อมกันหลายๆคน
ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเด็กไทยย้อที่นิยมเล่นกันแต่เป็นเด็กทั่วๆไปที่รู้จักการละเล่นนี้
ไม่ว่าจะเป็นเด็กไทยโซ่ หรือเด็กผูไทย ที่ได้รับการฝึกเล่นจากคุณครูหรืจากผู้ใหญ่
และการละเล่นนี้ก็เป็นการละเล่นที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน
|
วิธีการเล่น ผู้เล่นจะต้องมีจำนวน
8-10คน แบ่งผู้เล่นเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายที่ 1 จะต้องเป็น “พ่องู” 1 คน ฝ่ายที่ 2 มี “แม่งู” 1 คน ที่เหลือเป็น “ลูกงู” ซึ่งผู้เล่นเป็นลูกงูจะต้องเกาะเอวผู้เล่นเป็นแม่งู
จากนั้น พ่องูเริ่มถามว่า “แม่งูเอ๋ย” แม่งูและลูกงูก็ร้องตอบว่า “เอ๋ย” พอช่วงท้ายพ่องูถามว่า “กินหัว กินหาง” แม่งูตอบว่า“กินกลางตลอดตัว” ผู้เป็นพ่องูจะไล่จับลูกงูจากปลายแถว
ฝ่ายแม่งูจะต้องกางมือเพื่อป้องกันลูก
หากลูกงูตัวใดถูกพ่องูดึงจนหลุดออกจากแถวไป ก็จะต้องออกจากการเล่น
ผู้เล่นที่เหลือก็เริ่มเล่นกันอีกจนกว่าลูกงูจะถูกจับจนหมด
|
วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
การละเล่นงูกินหางของคนไทยย้อ
วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
ประเพณีชักพระ
ประเพณีชักพระหรือลากพระ เป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณที่ปฎิบัติสืบต่อกันมาสันนิฐานว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอินเดีย ต่อมาพุทธศาสนิกชนได้นำเอาคติความเชื่อดังกล่าวมา
แล้วดัดแปลงปรับปรุงให้สอดคล้องกับความเชื่อทางพุทธศาสนา
เมื่อพุทธศาสนาได้เผยแพร่ถึงภาคใต้ของประเทศไทย จึงได้นำประเพณีชักพระเข้ามาด้วยและคนไทยย้อก็ได้นับถือหรือปฏิบัติตามกันมาจนถึงปัจจุบันเหมือนกันกับคนไทยส่วนใหญ่
ประเพณีชักพระ
เป็นประเพณีเนื่องในพุทธศาสนากระทำหลังจากวันมหาปวารณาหรือวันออกพรรษา 1 วัน ตรงกับวันแรม 1
ค่ำ เดือน 11 โดยพุทธศาสนาสนิกชนพร้อมใจกันอาราธนาพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานบนบุษบกที่วางอยู่เหนือเรือรถ
หรือล้อเลื่อน แล้วแห่แหนชักลากไปตามลำน้ำหรือตามถนนหนทาง
ถ้าท้องถิ่นในอยู่ริมน้ำหรือมีลำคลอง ก็ลากพระทางน้ำ
ถ้าห่างไกลลำคลองก็ลากพระทางบก
แล้วแต่สภาพภูมิประเทศเหมาะแก่การลากประเภทไหนมากกว่ากัน บางท้องที่ในจังหวัดตรัง
พัทลุง และสงขลา มีการลากพระบกในวันแรม 1 ค่ำ ในเดือน 5
ก็มีในประเพณีลากพระของชาวใต้มีมาแต่โบราณและก่อให้เกิดวัฒนธรรมอื่น
ๆ สืบเนื่องหลายอย่าง เช่น ประเพณีการแข่งเรือพาย การชัน (ประชัน) โพนหรือแข่งโพน
การประชันปืดหรือแข่งปืด กีฬาชัดต้ม การทำต้มย่าง และการเล่นเพลงเรือ เป็นต้น
วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2558
เดือนห้า บุญสงกรานต์
การทำบุญในเดือนห้า
ซึ่งชาวอีสานในอดีตถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่
เมื่อสมัยก่อนชาวอีสานก็ถือเอาเดือนอ้ายเป็นเดือนแรก
ของปีเช่นเดียวกับชาวล้านช้างทั่วไป
ต่อมาได้รับเอาอิทธิพลวัฒนธรรมชาวมอญ ชาวเขมร จึงเปลี่ยนมาเป็น เดือน ๕
วันขึ้นปีใหม่ จริงๆ ของชาวลาวจะอยู่ระหว่างเดือน ๕ ขึ้น ๖ ค่ำ ไปถึงเดือน ๖ ขึ้น
๕ ค่ำ จะตกอยู่วันใดวันหนึ่งในช่วงนี้โดยถือเอาการคำนวณ จากอินเดียที่ยึดถือเอาความสั้นยาวของ
กลางวัน กลางคืน ชาวอีสานเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านช้าง จึงถือเอาเดือน
๕ เป็นปีใหม่
การทำบุญตรุษสงกรานต์หรือบุญเดือนห้า
ซึ่งพิธีการทำบุญตรุษสงกรานต์ นอกจากจะมีการสรงน้ำพระ แล้ว
ยังมีการสรงน้ำหรือรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้เป็นเจ้าบ้านเจ้าเมือง
ผู้ที่เป็นผู้ที่สูงชาติกำเนิด ผู้ที่มีอุปการ
ณ เช่น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นต้น
ซึ่งถือว่าเป็นการรดน้ำดำหัวเพื่อขอพรให้ลูกหลานได้อยู่ชุ่มกินเย็น นอก จากการสรงน้ำพระและรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่แล้ว
ยังมีการสรงน้ำเครื่องค้ำของคูณต่าง ๆ เช่น คุด เขา นอ งา แข้วหมูตัน
จันทคาด เป็นต้น ซึ่งเป็นเครื่องค้ำของคูณเหล่านี้ถ้ามีอยู่บ้านใดเรือนใด
จะทำให้เจ้าของนั้นเรีอน อุดมสมบูรณ์ด้วยข้าวของเงินทอง
ในเทศกาลเช่นนี้ให้นำเอาเครื่องค้ำของคูณเหล่านั้นออกมาสรง จะทำให้ผู้ที่่เป็นเจ้าของมีความสุขความเจริญสมบูรณ์บริบูรณ์ด้วยข้าวของเงินทอง
วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2558
ประเพณีทอดกฐิน
ประเพณีทอดกฐินก็เป็นประเพณีหนึ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ได้มีโอกาสได้ทำบุญและเป็นอีกประเพณีหนึ่งที่คนไทยย้อก็มีโอกาสเหมือนคนทั่วๆไป และเป็นประเพณีที่สำคัญ อีกฤดูการหนึ่ง
แห่บุญกฐิน รอบโบสถ์
วัดภูกำพร้า บ้านมะนาว
ประเพณีทอดกฐินจะทำในช่วงวันแรม
๑ ค่ำ เดือน เกี๋ยงเหนือหรือเดือนตุลาคม ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่เหนือ
หรือเดือนพฤศจิกายน สมัยโบราณชาวล้านนาไม่นิยมทอดกฐินเนื่องจากว่าจะต้องใช้ปัจจัย
(เงิน) ค่อนข้างมาก ผู้ที่จะถวายกฐินได้จะต้องมีฐานะดีและมีความตั้งใจจริง
กองกฐินหรือปัจจัยที่ชาวบ้าน
นำมาทอดกัน
เมื่อผู้ใดมีความประสงค์จะถวายกฐิน
จะต้องจองกฐินที่วัด และบอกแก่ชาวบ้านให้ทราบโดยทั่วกัน
เมื่อถึงวันทอดกฐินก็จะมีการแห่กฐินมาทอดที่วัด
และในบางวัดจะมีมหรสพในตอนกลางคืนด้วย
วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558
บุญออกพรรษา (วันออกพรรษา)
ประเพณีการทำบุญออกพรรษาเป็นประเพณีหนึ่งที่คนไทยขาดหรือลืมไม่ได้ที่จะต้องปฏิบัติตามความเชื่อของคนไทยที่นับถือพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นคนในภาคกลาง ภาคเหนือ หรือภาคอีสานนั้นคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่คนไทยย้อส่วนใหญ่ได้อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และเ)้นอีกประเพณีหนึ่งที่คนไทยย้อได้ร่วมทำบุญด้วยมาแต่ก่อนจนถึงปัจจุบัน
การทำบูญออกพรรษานี้ เป็นการเปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ได้มีโอกาสว่ากล่าวตักเตือนกันได้ พระภิกษุสงฆ์สามารถเดินทาางไปอบรมศีลธรรม หรือไปเยี่ยม ถามข่าวคราว ญาติพี่น้องได้ และภิกษุสงฆ์สามารถหาผ้ามาผลัดเปลี่ยนได้เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ตั้งแต่เช้ามืดจะมีการตีระฆังให้พระสงฆ?ไปรวมกันที่โบสถ์แสดงอาบัติเช้า จบแล้วมีการปวารณา คือเปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ด้วยกันว่ากล่าวตักเตือนกันได้ กำหนดบูญออกพรรษาในเดือน 11
การทำบูญออกพรรษานี้ เป็นการเปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ได้มีโอกาสว่ากล่าวตักเตือนกันได้ พระภิกษุสงฆ์สามารถเดินทาางไปอบรมศีลธรรม หรือไปเยี่ยม ถามข่าวคราว ญาติพี่น้องได้ และภิกษุสงฆ์สามารถหาผ้ามาผลัดเปลี่ยนได้เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ตั้งแต่เช้ามืดจะมีการตีระฆังให้พระสงฆ?ไปรวมกันที่โบสถ์แสดงอาบัติเช้า จบแล้วมีการปวารณา คือเปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ด้วยกันว่ากล่าวตักเตือนกันได้ กำหนดบูญออกพรรษาในเดือน 11
วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558
บูญเข้าพรรษา(วันออกพรรษา)
วันเข้าพรรษาเป็นอีกประเพณีหนึ่งที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือและปฏิบัติตามคำสอนและเป็นความเชื่อทางพระพุทธสาสนาไม่ว่าจะเป็นคนไทยในภาคไหนก็ล้วนปฏิบัติตามคำสอนไม่ใช่เฉพาะคนไทยย้อที่นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งจะจัดงานทำบุญที่วัดหรือมีการแห่ขบวนเทียนตามหมู่บ้านหรือจังหวัด หรือตามอำเภอต่างๆ
การเข้าพรรษานั้นเป็นกิจกรรมของพระสงฆ์โดยเฉพาะ เดิมทีนั้นพระพุทธองค์ยังมิได้บัญญัติพระวินัยเรื่องการเข้าพรรษาของพระสงฆ์ แต่ต่อมาพระภิกษุสงฆ์ที่ออกไปเผยแผ่พระศาสนาในฤดูฝนนั้นได้เหยียบย่ำพืชที่ชาวบ้านปลูกเอาไว้ ทำให้ได้รับความเสียหาย ต่อมาประชาชนได้ไปกราบทูลต่อพระพุทธเจ้า ดังนั้นเพื่อมิให้ประชาชนเดือดร้อน พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติให้พระภิกษุสงฆ์อยู่ประจำพรรษาในฤดูฝนตลอดระยะเวลา 3 เดือน
การเข้าพรรษานั้นเป็นกิจกรรมของพระสงฆ์โดยเฉพาะ เดิมทีนั้นพระพุทธองค์ยังมิได้บัญญัติพระวินัยเรื่องการเข้าพรรษาของพระสงฆ์ แต่ต่อมาพระภิกษุสงฆ์ที่ออกไปเผยแผ่พระศาสนาในฤดูฝนนั้นได้เหยียบย่ำพืชที่ชาวบ้านปลูกเอาไว้ ทำให้ได้รับความเสียหาย ต่อมาประชาชนได้ไปกราบทูลต่อพระพุทธเจ้า ดังนั้นเพื่อมิให้ประชาชนเดือดร้อน พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติให้พระภิกษุสงฆ์อยู่ประจำพรรษาในฤดูฝนตลอดระยะเวลา 3 เดือน
วันแห่เทียนเข้าพรรษา เทศบาลเมืองมุกดาหาร
ในปี 2557 ที่ผ่านมา
ที่สำคัญคือ
มีการทำบุญถวายผ้าอาบน้ำฝนแด่พระสงฆ์ ถวายเทียนพรรษาหรือหลอดไฟฟ้าให้แก่วัดต่างๆ
โดยเฉพาะวันแรม 1 ค่ำเดือน 8 ซึ่งเป็นวันเข้าพรรษา มีการทำบุญตักบาตร
นอกจากนั้นสำหรับผู้ที่มีใจศรัทธาในพระพุทธศาสนามากๆ นั้นอาจจะถือศิล และ
ประพฤติในธรรม ละเว้นอบายมุขเป็นเวลาตลอดทั้ง 3 เดือน
วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558
งานกาชาดและงานรวมเผ่า ไทยมุกดาหาร มะขามหวานชายโขง
ชาวไทยย้อก็อยู่ในแถบภาคอีสานและมีกลุ่มไทยย้อส่วนมากที่อาศัยอยู่ในเขตบริเวณจังหวัดมุกดาหารและพื้นที่บริเวณใกล้เคียงในปัจจุบัน และเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมงานกาชาดที่จังหวัดมุกดาหารที่ได้จัดขึ้นเป็นประจำของทุกปี
งานกาชาด จังหวัดมุกดาหาร 2558
ระหว่างวันที่ 9-15 มกราคม
ทุกปีจังหวัดมุกดาหารเป็นเมืองเก่าแก่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงตรงข้ามกับแขวงสวันเขต
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวจึงมีชาวไทยเผ่าต่างๆ อาศัยอยู่หลายเผ่า อาทิ ผู้ไท
โซ่ ย้อ ข่า กะเลิง กุลา
ซึ่งแต่ละเผ่าล้วนแล้วแต่มีวิถี มีเอกลักษณ์และศิลปวัฒนธรรมของตนเอง นอกจากนี้มุกดาหารยังเป็นแหล่งกำเนิดมะขามหวานพันธุ์ดีที่มีชื่อเสียงโด่ง
ดังมานานหากแต่ยังขาดการส่งเสริมในด้านการตลาด
ดังนั้นเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ของดีของท้องถิ่นและส่งเสริมการเดินทาง
ท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหาร จึงได้จัดงานรวมเผ่าไทยมุกดาหารมะขามหวานชายโขง
ขึ้นเป็นประจำทุกปีระหว่างวันที่ 9-15 มกราคม รวม 7 วัน 7 คืนโดยงานจะจัดขึ้นบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด
กิจกรรมระหว่างงานมีขบวนแห่ ซึ่งใช้ผู้ฟ้อนนับร้อยคนแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่า
มีการประกวดมะขามหวาน การประกวดธิดาเผ่าไทยการออกร้านของหน่วยงานต่างๆ
และการแสดงพื้นเมือง เป็นต้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






